รณรงค์วันปิดทีวี ไม่ไปห้าง ไม่เรียนพิเศษ
ภาค ๑

สำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่ทำงานนอกบ้าน และมีลูกน้อยตั้งแต่วัยแบเบาะจนถึงก่อนเข้าเรียน...

  • คุณเคยมั้ยที่กลับมาบ้าน มองหน้าลูก ไม่รู้จะเล่นอะไรดี กลัวลูกเบื่อ ก็เลยเปิดทีวีดูกับลูก
  • เคยมั้ยที่เสาร์ อาทิตย์ว่างๆ ไม่รู้จะทำอะไรดี พาลูกๆ เข้าไปเล่นในห้าง เสียเวลาไปทั้งวัน เหนื่อยและเพลียกันหมด กว่าจะถึงบ้าน เสียเงินไปกับเรื่องต่างๆ
  • เคยมั้ยที่เราจะรู้สึกว่า จะต้องพาลูกไปเรียน เสริมพัฒนาการนั้นนี้ ลูกเราจะได้ฉลาด มีพัฒนาการที่ดี สู้กับลูกๆ คนอื่นเขาได้

แล้วคุณเคยถามมั้ย ว่าลูกคุณต้องการสิ่งเหล่านั้น หรือพวกเขาแค่อยากที่จะใช้เวลาสนุกๆ แบบเรียบง่ายกับคุณ Quality Time

ดิฉันเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น กลัวลูกจะเห็นว่าเราน่าเบื่อ กลัวลูกจะว่างไม่มีอะไรทำ หอบลูกขึ้นรถไปทำนั้น ทำนี้นอกบ้าน ทั้งๆ ที่ลูกก็ยังเล็ก เหนื่อยเพลียกลับมาทุกเสาร์ อาทิตย์ แถม วันจันทร์ถึงศุกร์ก็ไปทำงานทั้งวัน แทบจะไม่มีเวลาเล่น และปฏิสัมพันธ์กันแบบเรียบๆ ง่ายๆ ดั่งที่แม่ลูกควรจะเป็น

แต่พอได้อ่านบทความนี้  เขียนโดยRod Parker-Rees ในหนังสือ Early Year Foundations, 2008 โดยแสดงความกังวลไว้ว่า...

เด็กเล็กเรียนรู้การสื่อสารในช่วงแรกจากการปฏิสัมพันธ์แบบใกล้ชิด และจากคนในครอบครัว ซึ่งมีผลสำคัญกับการสร้างพื้นฐานทักษะการเข้าสังคมในอนาคต แต่ปัจจุบันนี้พ่อแม่ไม่เห็นความสำคัญของการพูดคุยแบบง่ายๆ กับลูก แต่กลับผลักไสให้ลูกออกไปเรียนรู้การสื่อสารกับคนอื่นๆ นอกบ้านเร็วเกินไป

ก็เข้าใจแล้วว่าเรากำลังทำให้เวลาอันมีค่านี้ผ่านไป เพราะความเข้าใจอะไรผิดๆ

นับแต่นั้น ดิฉันก็เริ่มสรรหากิจกรรมต่างๆ ทำกับลูกสาววัย 15 เดือน และก็รู้สึกสนุกกับมัน สนิทกันมากขึ้น เพราะครูที่ดีที่สุดของลูกคือเราเอง จงมั่นใจค่ะ

สำหรับพ่อแม่ที่ห่วงว่าลูกจะไม่เก่งภาษาอังกฤษ อยากให้เรียนตั้งแต่เล็ก ดิฉันในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการด้านภาษา EAL Specialist ที่ทำงานในโรงเรียนนานาชาติชื่อดังในกรุงเทพฯ มาเกือบ 10 ปี มีข้อแนะนำด้วยผลงานวิจัยพัฒนาการทางภาษามากมาย  สรุปที่สำคัญๆ ให้นะค่ะ

1. เด็กๆ จะสามารถเรียนภาษาได้มากถึง 5 ภาษา แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ภาษาแม่ หรือภาษาที่ 1 ต้องแข็งแรงก่อน ไม่อย่างนั้น เด็กจะสับสนจนกลายเป็นว่าไม่เก่งซักภาษา ดิฉันทำงานในโรงเรียนนานาชาติมากเกือบสิบปี ดิฉันเห็นตัวอย่างมากมายว่าเด็กสับสนกับภาษาอังกฤษ และภาษาไทยก็ยิ่งงง เพราะพ่อแม่พูดภาษาอังกฤษสำเนียงไทยกับลูก ไวยกรณ์ก็ผิดๆ ถูกๆ พอมาโรงเรียนครูก็พูดอีกแบบนึง เด็กสับสน แถมไม่เก่งซักภาษา เพราะพ่อแม่คุยกับลูกไทยบ้าง อังกฤษบ้าง ตกๆ หล่นๆ ไม่มีตัวอย่างการใช้ภาษาที่ดีจากพ่อแม่ ซึ่งเป็นครูคนแรกของลูก คนรวยบางคนจ้างพี่เลี้ยงพม่ามาเลี้ยงลูก ลูกพูดไทยสำเนียงพม่าก็มีเยอะ  ดังนั้นช่วงหลังๆ โรงเรียนนานาชาติจึงรณรงค์ให้พ่อแม่ใช้เวลากับลูก อ่านหนังสือเยอะๆ และพูดภาษาแม่หรือภาษาที่ 1 กับลูก ไม่ว่าจะเป็นภาษาอะไร เพราะนั้นสำคัญที่สุด  

ลองจินตนาการดูนะค่ะ   ถ้าเราเคยอ่านหนังสือภาษาไทยเรื่องกระต่ายกับเต่าให้ลูกฟัง เป็นภาษาไทยนะค่ะ แล้วพอไปโรงเรียนครูก็เล่าให้ลูกฟัง เรื่อง Hare and Tortoise พอลูกเห็น ก็จะสามารถอ้างอิง เชื่อมโยงความหมายคำศัพท์ไทยกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษในสมองของเขาได้อย่างสมบูรณ์ พอลูกเห็นรูปกระต่าย เขาก็จะรู้แล้วว่ามันคือ กระต่าย หรือ Hare ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ถูกต้องค่ะ

2. ช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะเรียนภาษา และจะสำเนียงเหมือนเจ้าของภาษานั้น เขาเรียกว่า Critical Period คือตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 5 ขวบ เราแม่ๆ เลยพยายามผลักดันให้ลูกได้เรียนภาษาอังกฤษจากสถาบันต่างๆ แต่จากการวิจัย เด็กในวัยก่อนเข้าโรงเรียน เรียนรู้ได้ดีจากการพูดคุยอย่างเป็นธรรมชาติ ผ่านการเล่น มากกว่าการนั่งเรียน หรือการสอนแบบเด็กโตนะค่ะ และที่สำคัญ ขอเน้นอีกที เขาเรียนรู้ได้มากที่สุดจากคนใกล้ชิดค่ะ เคยสังเกตวิธีการพูดของพ่อแม่กับลูก กับครูและนักเรียนมั้ยละค่ะ ว่ามันต่างๆ กันยังไง เด็กเขายังไม่ต้องการอะไรแบบนั้นหรอกค่ะ เรื่องสำเนียงก็ไม่ต้องห่วง เพราะดิฉันว่ามันขึ้นอยู่กับเด็กค่ะ เด็กจะพัฒนาไปตามช่วงวัย ดิฉันไม่ได้ยินเรียนอังกฤษตั้งแต่เด็กแต่สำเนียงก็ดี จนฝรั่งยอมรับ นึกว่าไปเรียนนอกมาเลยค่ะ ดิฉันว่าอยู่ที่การใส่ใจของพ่อแม่ และตัวเด็ก ไม่อยากให้พาเด็กเข้าเรียนก่อนวัยอันควรค่ะ

3. เด็กต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 ปี เพื่อจะเรียนภาษาใหม่ได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งพูด ฟัง อ่าน เขียน ดังนั้นคุณพ่อ คุณแม่ที่พาลูกเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติ จะต้องอดทนนะค่ะ ให้เขาเรียนไป อย่าไปกดดันอะไรมากค่ะ แค่พาเขาอ่าน อ่าน อ่าน เยอะนะค่ะ  อย่าเปรียบเทียบกับลูกฝรั่ง เพราะเขาเกิดมาก็ได้ฟังภาษาอังกฤษจากพ่อแม่ พอเข้าเรียน Early Year ก็ได้เรียนรู้ก่อนเรามา 3 ปีแล้ว ส่วนลูกเราพึ่งนับ 1 ปีแรกค่ะ ดิฉันเห็นมาหมดแล้วค่ะ เด็กไทยที่ไปเรียนช่วงแรกๆ พูดแทบไม่ได้ พอปีที่ 6 เขาพูดและใช้ภาษาได้เหมือนฝรั่งเลย เพราะที่บ้านสนใจ ดูแล แต่ก็มีพวกที่พูดไทย สำเนียงไทย ถึงแม่จะเรียนพิเศษ จ้างครูมาสอนที่บ้านแล้วก็ตาม เด็กนานาชาติบางคน อายุ 5-7 ขวบ เรียนพิเศษครบ 7 วัน ไม่มีวันได้หยุดเล่นแบบเด็กๆ เลย พอไปโรงเรียนก็ง่วง เหนื่อย เพลีย เรียนได้ไม่มีประสิทธิภาพ พอเวลาเล่น ก็เล่นอย่างบ้าคลั่ง เพราะที่บ้านไม่ให้เล่น

แต่ลูกฝรั่ง ดิฉันกลับไม่เคยเห็นเขาส่งลูกไปเรียนพิเศษที่ไหน เสาร์ อาทิตย์ก็ทำกิจกรรมกับลูกเอง  พาลูกไปเล่นกับเพื่อนอีกบ้าน พาลูกอ่านนิทาน สอนการบ้านเอง เด็กมีความสุขมากกว่า มาเรียนถึงจะไม่เก่งเวอร์ แต่ก็ไม่เครียด ดิฉันว่าดีกว่าเยอะค่ะ เด็กมีประสบการณ์นอกห้อง เขาแข็งแรงทั้ง IQ และ EQ

ในฐานะครูคนหนึ่ง จึงอยากจะแบ่งปันประสบการณ์ในรั้วโรงเรียนผ่านสายตาครูสอนอังกฤษ ซึ่งเชื่อว่าครูในโรงเรียนคุณคงไม่พูด เลิกพาลูกเข้าเรียนนั้นนี้ ปิดทีวี ไม่พาลูกเข้าห้าง และ อย่ากดดันเด็ก ให้ความรัก ให้เวลา และใส่ใจเยอะๆ ดีกว่าค่ะ อดทนกับลูกขึ้นอีกหน่อย แล้วทุกอย่างจะดีเอง