รณรงค์วันปิดทีวี ไม่ไปห้าง ไม่เรียนพิเศษ
ภาค ๒
ตอนเรื่องเล่น ที่ไม่ใช่เล่นๆ
ทฤษฏีแน่นเว่อร์
www.facebook.com/playgroupthailand

เมื่อก่อนที่ดิฉันจะมีลูก ดิฉันไม่เคยเห็นความสำคัญของการเล่นของเด็ก ไม่เคยคิดว่าเขาจะได้อะไรจากการเล่น นอกจากความบันเทิง มาโรงเรียนเด็กก็ควรที่จะเรียนอย่างเต็มที่ เอาความรู้กลับไปให้คุ้มเงินพ่อแม่ แต่พอมาช่วง 3-4 ปีหลัง ที่โรงเรียนนานาชาติที่ดิฉันทำงานอยู่ ซึ่งใช้หลักสูตรของประเทศอังกฤษ ได้นำทฤษฏีใหม่ ซึ่งเรียกว่า Free Flow ซึ่งเน้นการเรียนรู้ผ่านการเล่น Learning Through Play ซึ่งเด็กอนุบาล (เรียกว่า Early Years) จะได้เล่นตามใจชอบกับกิจกรรมฐานต่างๆ ที่ครูจัดให้ โดยที่ครูไม่ได้บังคับว่าจะต้องมานั่งเรียนกิจกรรมนั้นๆ นี้ๆ นะ ครูแค่เป็นคนเซ็ต Theme และเด็กๆ ก็จะได้ทำกิจกรรมต่างๆ ตามใจชอบ

หลังๆ มา Free Flow หนักๆ เข้า ครูก็จะเลือกนักเรียนในห้องมา 2 คนจากจำนวนเด็กทั้งห้อง แล้วถามว่าสนใจเรื่องอะไร แล้วเด็กทั้ง 2 คนนั้นก็จะเป็นคนเซ็ต Theme การเรียนของเพื่อนในห้องไปเลย เป็น Child based learning อย่างแท้จริง อาทิตย์นั้นทั้งอาทิตย์ครูก็จะตามถ่ายรูป ตามดู ตามคุยกับเด็กในเรื่องที่เขาสนใจ เพื่อที่จะให้พ่อแม่ดู  บางทีเด็กสนใจเรื่องสัตว์ในฟาร์ม ก็เอาพวกแกะ แพะ ไก่ หมู เข้ามาให้เด็กๆ ได้ดู ได้ให้อาหารกัน พาพวกเขาเลี้ยงลูกเป็ด ดูไข่ฟัก บางคนสนใจเรื่องเสื้อผ้า ครูก็ยกจักรมาเย็บผ้าเลย สอนให้เด็กเอาผ้าสีนั้น สีนี้มาต่อ มีการเตรียมเวที เสียงเพลงเอาไว้ให้แสดง เดินแบบ กันเองกับเพื่อนๆ

พวกครูรุ่นเก่าอย่างดิฉัน แรกๆ ก็ตกใจ นี้มันอะไรกัน ผู้ปกครองส่งลูกมาเรียนหลายแสนบาทต่อปี เพื่อจะให้ลูกมานั่งเล่นเนี้ยนะ??!! เด็กบางคนก็พูดแต่ภาษาไทย เรียกให้มาทำอะไร ก็เรียกแสนยาก พวกอยากจะเล่นอย่างเดียว ยอมรับว่าแอนตี้มาก แอบสงสารเด็ก เพราะเทียบกับรุ่นก่อนๆ เด็กได้วิชาการเก่งกว่านี้ และมีระเบียบว่าที่เป็นอยู่ ภาษาอังกฤษก็ดีกว่าเพราะครูเป็นผู้นำ ทำกิจกรรมทั้งหมด

แต่พอมีลูก ก็เหมือนว่าใจเรากว้างขึ้น เปิดใจจนเข้าใจว่า การเรียนแบบนี้แหละ ที่เหมาะกับเด็กที่สุด โดยเฉพาะเด็กในเมือง ที่ไม่มีสถานที่ให้เล่น และต้องเข้าโรงเรียนกันตั้งแต่ 3 ขวบเลย บางประเทศอย่างยุโรป เช่น นอร์เวย์ สเปน ฝรั่งเศส ยังให้ลูกเข้าโรงเรียนตอน 6 ขวบเลย ประเทศเหล่านั้นก็ยังมีพลเมืองที่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้มีปัญญา อ่อนด้อยอะไร แต่ของประเทศเรากลับให้เข้าโรงเรียนเร็วมาก เด็กๆ บางคนที่ดิฉันเคยสอน กล้ามเนื้อมือยังไม่แข็งแรงเลย ยังเข้าห้องน้ำก็ยังไม่เป็น เราก็ไปบังคับให้เขาจับดิสอเขียนแล้ว  เขี่ยวเข็ญกันสอน Phonic ABC ทั้งๆ ที่เด็กบางคนยังไม่มีวุฒิภาวะ หรือ Mature พอ ดิฉันสังเกตด้วยประสบการณ์แล้วว่า อายุ 5 -6 ขวบเป็นวัยที่เด็กพร้อมเรียนหนังสือ และเรียนได้เร็ว

ดังนั้นพอมีลูก ก็เข้าใจแล้วว่า ช่วงก่อน 5-6 ขวบ ปล่อยให้พวกเขาเรียนรู้ผ่านการเล่นดีกว่า พวกเขามีความสุข มี EQ รู้จักการแบ่งปัน  ช่วยเหลือ ทำงานเป็นทีม รู้จักสังเกตสิ่งรอบตัว และรักที่จะเรียนรู้อะไรใหม่ ในภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าเด็กนั้นไม่ Take things for granted คือ เขาเห็นความสำคัญของการเรียนรู้ และผู้ใหญ่ให้ความสำคัญ เคารพและยอมรับฟังความคิดเห็นของเขา เขาก็จะเติบโตมาเป็นเด็กที่มีความมั่นใจ ซึ่งไม่เหมือนระบบการเรียนแบบไทยแบบเดิมๆ ที่ผู้ใหญ่นำ ฟังผู้ใหญ่พูดก่อน แล้วพอครูว่างค่อยฟังเด็กๆ

พร่ำมายืดยาว แต่ที่อยากจะแชร์จริงๆ วันนี้คือ ทฤษฏีการเล่นของเด็ก ว่าเขาได้เรียนรู้อะไรบ้างผ่านการเล่น ทุกอย่างที่จะกล่าวในที่นี้ อ้างอิงจากหลักสูตรการเรียนรู้ของประเทศอังกฤษ ที่ดิฉันค่อนข้างจะคุ้นเคย ซึ่งเขาเรียกว่า Early Year Foundation Stage (EYFS) ถ้าสนใจจริงจังก็เข้าไปดูได้ค่ะ เขามีทฤษฏีเรื่องการเรียนรู้ พร้อมทั้งพัฒนาการต่างๆ ของเด็กตั้งแต่แรกเกิดเลย http://earlyyearsmatters.co.uk/ หรือคลิ๊กที่ปุ่ม EYFS ข้างล่างนี้ได้เลยค่ะ

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเอะอะ อะไรก็พูดถึงแต่ประเทศอังกฤษ กระแดะจริงๆ

ไม่ใช่ว่าดิฉันไม่รักประเทศไทยนะค่ะ รักมากๆ แต่กระทรวงการศึกษาของเขานั้นลงทุนมากกับการวิจัยด้านการศึกษา และทำอย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนแปลงปรับปรุงการเรียนการสอน หลักสูตรต่างๆ อยู่ตลอดทุกปี อันไหนที่เคยทำแล้ว ต่อๆ มามันไม่ดี ก็ยกเลิก หรือที่เคยยกเลิกแล้ว กลายเป็นว่าแย่กว่าเดิม ก็เอาของเดิมมาใช้ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศอังกฤษสั่งห้ามไม่ให้สอน Grammar อย่างจริงจัง ให้สอนแบบผิวเผิน โดยไม่ต้องพูดถึงอะไรมาก ให้เด็กเรียนรู้เองตามธรรมชาติ ปรากฏว่า ภายหลังมีผลวิจัยมากมายออกมา เด็กรุ่นใหม่เจ้าของภาษาเองใช้ไวยกรณ์ผิดระเนระนาด ไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ เพราะไม่เคยโดนสอนมา เห็นอย่างนั้น กระทรวงการศึกษาของอังกฤษจึงประกาศนโยบายการศึกษาใหม่ ให้เน้นสอนไวยกรณ์ภาษาอังกฤษอย่างเดิม เพื่อให้นักเรียนใช้ไวยกรณ์ภาษาอย่างถูกต้อง  หรือกับแค่เรื่องการสอน Phonics ว่าสอนเป็นกลุ่มตามความสามารถ (Diffierentiate the ability groups) หรือสอนแบบรวมทั้งห้องดี ซึ่งแรกๆ เขาก็ให้ครูสอนแยกตามความสามารถเด็ก และรัฐบาลก็เข้ามาทำการวิจัยกับครูในโรงเรียนอย่างใกล้ชิด จนเห็นแล้วว่า สอนทั้งห้องเด็กเรียนได้ประสิทธิภาพดีกว่า แล้วมันก็กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายการสอน Phonics ในปีต่อๆ มา เห็นมั้ยละค่ะ ว่ามันต่างกันขนาดไหน

ทฤษฏีการเรียนรู้ของเด็กเล็ก
หลักสูตรประเทศอังกฤษ
Early Years Foundation Stages

ข้อแก้ไข สีกรมท่า เปลี่ยนเป็นสีส้มเข้มนะค่ะ ขออภัยคะ

โรงเรียนสอนพิเศษเด็กเล็กต่างๆ มักดึงคำภาษาอังกฤษเหล่านี้มาใช้ เช่น Active Learning ทำให้ฟังดูมีหลักการ ซับซ้อน วอนผู้ปกครองอ่านดูดีๆ นะค่ะ พอแปลเป็นไทย มันก็แค่เรื่องง่ายๆ ที่พวกเราก็สอนเด็กๆ เองได้ ไม่ต้องส่งไปเรียนชั่วโมงละ 500-700 บาท แพงค่ะ

ภาค 3 ดิฉันจะขอแชร์กิจกรรมที่ทำกับลูกสาวนะค่ะ เผื่อเอาไปใช้กัน ติดตามตอนต่อไปค่ะ