17 เทคนิค
ช่วยป้อนอาหารลูกช่างเลือก
โดย Dr. Sears

17 เทคนิคช่วยป้อนอาหารลูกช่างเลือก

สำหรับแม่ๆ มือใหม่อย่างดิฉัน ใครเคยมีประสบการณ์นี้ เคยมั้ยที่ตื่นมาทำอาหารให้ลูก เตรียมแต่ของดีๆ มีประโยชน์ ผักผลไม้ก็ต้องออแกร์นิค เนื้อสัตว์ต้องมีตราอนามัย  ตื่นมาทำแต่เช้า เมื่อก่อนตอนให้เริ่มทานใหม่ๆ ช่วง 6-9 เดือนก็กินดีหรอก ทำอะไรก็ทานหมด ผสมโน้นนั้นนี้สารพัด กินแทบเลียชามเลย  แต่พอเริ่มเดินได้ ใกล้ 1 ขวบมานี้ ลูกเริ่มเรื่องเยอะ มีปัญหา  ยิ่งอย่างดิฉันไม่เก่งเรื่องทำอาหารบางทีตื่นมาทำตั้งแต่ตี 4 ตี 5 หวังเต็มที่ว่าคราวนี้ต้องกินแน่ เพราะตั้งใจทำมาก เอาพวกผักทั้งหลายซ่อนอย่างแนบเนียนที่สุด แต่กลับกลายเป็นว่ามื้อนั้นเละอีก เพราะนางทั้งทากับโต๊ะ เทจานใส่หัวตัวเอง ทิ้งช้อนลงกับพื้น ปาอาหารใส่หน้าแม่ เทน้ำใสตัว โอ้โห มันวุ่นไปหมด นี้มันมื้ออาหารหรือสงครามจ๊ะ ปวดใจ!!!!!!

เครียดมากจึงไปหาข้อมูลเพิ่มเติมและสิ่งที่ได้คือดังนี้ ถ้าใครเห็นว่าเป็นประโยชน์ก็เอาไปใช้ได้นะคะ เป็นบทความของหมอเซียร์ แปลมาตามต้นฉบับนี้เลยคะ ตามอ่านได้ Picky Eater

หมอเซียร์ว่า ...พ่อแม่มักตั้งใจเตรียมอาหารที่มีประโยชน์ และแต่งหน้าตาอาหารอย่างพิถีพิถันเพื่อดึงดูดให้ลูกทานอาหาร แต่บางทีลูกๆ ก็แทบจะไม่แตะและเล่นซะมากกว่า ซึ่งพ่อแม่ถือเอาว่าที่ลูกไม่ทานอาหาร เป็นปัญหา บางท่านโกรธและเก็บมาคิดจริงจัง ซึ่งเป็นลางบอกความล้มเหลวของการเป็นพ่อแม่ที่ดี...

เฮ้ย! นี้เราเลยนี้นา อย่างนี้ต้องอ่านต่อ และหมอก็เขียนตัวโตๆ ให้อ่านว่า

การเลือกกินอาหารเป็นธรรมชาติของเด็กวัยเตาะแตะ (Toddlers)

เพราะการเลือกกินถือเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถบ่งบอกได้ว่าเขาได้ย้ายจากวัยแบเบาะมาเป็นวัยเตาะแตะแล้ว หลังจากช่วงปีแรกที่ลูกโตเอาๆ อย่างรวดเร็ว ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้ว 3 เท่าของอายุแรกเกิด วัยเตาะแตะนี้จะมีน้ำหนักขึ้นช้าลง ดังนั้นเขาก็ต้องการอาหารน้อยลงเช่นกัน และอีกปัญหาคือ เจ้าตัวน้อยของเรามักทำตัววุ่น เล่นนั้นนี่ วิ่งไปมาไม่หยุด ทำให้กระทบกับการกินไปด้วย พวกเขาไม่เคยนิ่งเพื่อทำอะไรเป็นกิจลักษณะ แม้กระทั่งเรื่่องกิน  แนะนำให้ทานน้อยๆ แต่บ่อยๆ จะเหมาะกับนักสำรวจตัวน้อยของเรา มากกว่าบังคับให้เขานั่งกินอาหารมื้อใหญ่จนหมด

ความจริงที่ว่านี้น่าจะทำให้พ่อแม่ผ่อนคลายมากขึ้น

เพราะรู้อย่างนี้แล้ว หน้าที่ของเราก็เพียงต้องเตรียมอาหารให้มีคุณค่าทางโภชนาการมากที่สุด เช่น เราก็เลือกที่จะนึ่งแทนที่จะต้ม หรืออบแทนที่จะทอด และทำหน้าตาอาหารให้ดูดี น่าสนใจ ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของลูกเรา ว่าจะทานมากน้อยแค่ไหน จะทานตอนไหน ให้เขาเป็นคนรับผิดชอบเรื่องการกินของเขาเอง เพราะพ่อแม่ต้องทำใจยอมรับและเรียนรู้ว่ามันไม่ใช่ความผิดใครที่หนูจะโตมาอยู่ในช่วงวัยที่ช่างเลือกนี้

เด็กวัยนี้มักจะเลือกทานอย่างใดอย่างหนึ่งในแต่ละครั้ง

บางวันจะทานแต่ผลไม้ บางวันก็ทานแต่ผัก ซึ่งนิสัยการกินแบบไร้แบบแผนอย่างนี้ ถือว่าเป็นธรรมดามาก เช่นเดียวกับอารมณ์ที่แปรปรวนของพวกเขา พ่อแม่ควรจะชินได้เลยว่าวันหนึ่งลูกก็กินดี แต่อีกวันกลับไม่แตะอะไรเลย เด็กวัย 1-3 ขวบ ต้องการพลังงาน 1,000 - 1,300 แคลอรี่ต่อวัน แต่อาจจะทานไม่เท่าจำนวนนี้ทุกวัน ดังนั้นควรจะตั้งเป้าเรื่องโภชนาการของลูกคุณให้สมส่วนต่อสัปดาห์ ไม่ใช่ต่อวัน แต่ที่พูดทั้งหมดนี้ หมอไม่ได้แนะนำให้หยุดสอนให้เด็กทานอาหารที่มีสุขภาพและนิสัยในการกินที่ดี ดังนั้งหมอจึงมีเทคนิคต่างๆ มาแนะนำ ซึ่งได้ทดลองจริงกับเด็กน้อยวัยนี้ 8 คน มีดังนี้

1. ถาดอาหารคำเล็กๆ

เด็กวัยนี้ชอบกินจุบกินจิบ และลองอาหารที่หลากหลาย ทำไมไม่นำถาดอาหาร ถาดน้ำแข็ง หรือถาดมัฟฟิน มาใส่อาหารขนาดพอดีคำ ที่มีทั้งสีสันและมีคุณค่าทางโภชนาการเอาไว้ในแต่ละช่องละ  แล้วตั้งชื่อให้สนุกๆ ให้ถูกใจเด็กๆ  เช่น

  • วงล้อกล้วย
  • แอปเปิ้ลดวงจันทร์ (หั่นแอปเปิ้ลเป็นเสี้ยว)
  • เรือไข่ต้ม (หั่นเป็นสี่ชิ้น)
  • ดาบแครอต (นี่งและหั่นบางๆ เป็นชิ่นยาวๆ)

วางถาดอาหารไว้บนโต๊ะที่เขาหยิบถึง เพื่อให้เด็กๆ ที่วิ่งเล่นผ่านไปมา ได้หยุด นั่ง และหยิบทานเล่นไป แล้วก็ไปเล่นต่อได้ อาหารควรอยู่บนโต๊ะไม่นานเกิน 1-2 ชั่วโมง

ยิ่งกินเรื่อยๆ น้อยๆ แต่บ่อยๆ หมายถึงพฤติกรรมที่ดีไปด้วย

เคยสังเกตมั้ยว่าพฤติกรรมการเล่นจะส่งให้เห็นถึงรูปแบบการกินของเด็ก ผู้ปกครองบางท่านอาจสังเกตเห็นว่าลูกๆวัยนี้จะเล่นได้ไม่ดี ชอบโยเยในช่วงสายๆ ก่อนเที่ยงหรือช่วงบ่ายสาม นั้นเป็นเพราะพฤติกรรมของลูกสอดคล้องกับจำนวนอาหารที่ทาน ดังนั้นการให้เด็กกินจุบกินจิบทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่ขึ้นๆลงๆ จึงทำให้พฤติกรรมดื้อๆที่ไม่พึ่งประสงค์ต่างๆ เกิดขึ้นน้อยลงไปด้วย

2. จิ้มเล่น

เด็กวัยนี้คิดว่าการได้นำอาหารมาจิ้มลงไปกับแยมหรืออาหารบดต่างๆ นั้นแสนสนุก (เละๆ ดี) ตัวอย่างเช่น

    เต้าหู้หรือชีสบด

    ครีมชีส

    ผักหรือผลไม้บด

    อโวคาโดบด (Guacamole)

    กรีกโยเกิร์ต หรือโยเกิร์ตจืด หรือนะทำให้หวานด้วยน้ำผลไม้ก็ได้

    เสิร์ฟพร้อมแอปเปิ้ลหรือผลไม้อื่นๆ หรือพริกหยวก หั่นบางๆ ข้าวกรอบ ขนมปังปิ้ง ต่างๆ เป็นต้น   

3. ทาลงไปเลย

เด็กวัยนี้ชอบทา ชอบละเลง ทำให้เขาดู และให้เขาลองทาชีส หรือแยมถั่วลงบนแครกเกอร์ หรือขนมปังปิ้งบ้าง อย่าลืมดูอยู่กับเขาด้วยละ ระหว่างที่ทำ

4. โปะหน้าลงไป

เด็กๆ ชอบเอาอะไรวางบนอาหาร ดังนั้นให้เลือกอาหารที่มีประโยชน์ อาหารที่เด็กๆ ชอบและคุ้นเคยเอามาวางไว้บนอาหารใหม่ หรืออาหารที่เขาไม่ค่อยชอบ อาหารโปะหน้าต่างๆ เช่น พวกกรีกโยเกิร์ต ครีมชีส ชีสละลาย อโวคาโดบด ซอสมะเขือเทศ ซอสแอปเปิ้ล หรือเนยถั่ว

5. ดื่มเลย

ถ้าลูกน้อยช่างเลือกที่จะดื่มมากกว่าทาน ก็ไม่ต้องเสียใจ ให้นำอาหารต่างๆ มาบดกับนมหรือน้ำผลไม้ เช่น เอาไข่สุกบด ข้าวโอ๊ต น้ำผึ่ง โยเกิร์ต หรือเนยถั่ว ซึ่งนี้คืออาหารที่ดีต่อสุขภาพทั้งนั้น ข้อควรระวังอย่างเดียวที่หมอเตือนคือ ห้ามปั่นไข่ไม่สุกลงไป เพราะอาจทำให้ท้องเสียได้

6. ตัดเลย

เด็กจะทานอาหารมากหรือน้อย บางทีขึ้นอยู่กับวิธีการตัดอาหาร ลองใช้ที่ทำคุกกี้มาตัดแซนวิส แพนเค้ก วัฟเฟิ้ล หรือพิซซ่าเป็นรูปต่างๆ เพื่อดึงดูดให้เด็กๆ ทาน

7. แพคเกจก็มีความหมาย

บางทีรูปลักษณ์ก็มีผลกับเด็กๆ วัยนี้ ดังนั้นลองทำอะไรใหม่ๆ เช่นนำอาหารมาใส่จานของเล่นของลูก เด็กๆ วัยนี้ชอบอะไรที่ไม่คาดคิดมาก่อน ทำไมไม่ลองเอาใส่ไอสครีมโคน หรือหาอาหารมินิเล็กๆ เช่น มัฟฟินจิ๋ว ขนมปังจิ๋ว

8. แปลงร่างเป็นคนขายผัก

หมอมักได้ยินพ่อแม่บ่นเสมอว่าลูกไม่ยอมทานผัก แต่เด็กๆ ก็ยังโตมาได้  จะให้เด็กทานผัก คุณก็ต้องทำ marketing ที่สร้างสรรค์หน่อย เพราะมันเป็นอะไรที่เด็กไม่ชอบมากที่สุดเลย แล้วเด็กๆ ต้องทานผักวันละเท่าไหร่ละ?? ถึงแม้เด็กควรจะทานผักประมาณ 3-5 ส่วนต่อวัน  แต่สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ควรทานวันละ 1 ช้อนโต๊ะ ต่ออายุ 1 ปี ตัวอย่างเช่น เด็ก 2 ขวบ ก็ควรทานผักอย่างน้อยวันละ 2 ช้อนโต๊ะ 3-5 ครั้งต่อวัน

หากคุณเป็นพ่อแม่ที่ไม่ค่อยปลื้มเรื่องการกินผักของลูกเท่าไร ควรลองวิธีนี้

  • พาเด็กๆ ปลูกผัก ให้พวกเขาช่วยปลูก เก็บเกี่ยว ล้างหรือเตรียมอาหารพวกผัก จะทำให้เขาสนใจอยากจะกินมันมากขึ้น
  • แอบใส่ผักซอยละเอียด หรือหั่นเป็นลูกเต๋าเล็กๆ ลงในอาหารจานโปรด
  • พรางตัวผักดัวยซอสโปรด
  • ใช้ผักหั่นเป็นแท่งๆ ใช้จิ้มซอสหรืออาหารบดที่เป็นของโปรด
  • ใช้ที่ตัดคุ้กกี้มาตัดผักเป็นรูปร่างต่างๆ ให้น่าสนใจ
  • นึ่งผัก เพราะมันจะหวานกว่าผักสด
  • เอาผักมาทำงานศิลปะ เช่นนำมาทำเป็นหน้าตัวต่างๆ
  • พรางตัวผักอย่างมีศิลป์ เช่น ต้นไม้ชีส โดยเอาบล๊อคโคลี่มาราดชีสของโปรด

9. แบ่งปัน

ชวนเพื่อนวัยเดียวกันหรือเด็กที่อายุมากกว่าหน่อย ที่กินเก่งๆ มาทานข้าวกับลูก หรือทานกันเป็นกลุ่มๆ ลูกคุณต้องพยายามทานให้ได้มากเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ แน่ๆ

10. เคารพท้องน้อยๆ ของหนู

ให้เสิร์ฟอาหารที่ละน้อยๆ กระเพาะของเด็กมีขนาดเท่ากำปั้นของเขาเอง ดังนั้น คุณแค่ตักใส่จานให้เขาน้อยๆ แล้วถ้าหมดค่อยเติมใหม่ ดีกว่าตักทีละเยอะ  ทานน้อยแต่ทานบ่อยๆ ดีกว่า เพราะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไปขึ้นๆ ลงๆ เพราะพ่อแม่รู้ดีกว่าเด็กที่หิว จะอารมณ์ไม่ดีไปด้วย

พยายามให้เขาทานเป็นคำๆ นับคำ เช่น ทานอันนี้อีก 2 คำ ซึ่งอย่างน้อยก็ทำให้เขาได้ลองอาหารใหม่ๆ ที่คุณทำมา ปล่อยให้เขาทานเองบ้าง ให้เขารับผิดชอบการกินของเขาเอง ว่าจะทานอะไร ทานนานแค่ไหน แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่อยากให้ลูกทานมื้อค่ำด้วย ก็ควรจำกัดอาหารว่าง ไม่ให้กินอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนมื้อเย็น

11. ให้ลูกหยิบถึง

ให้พื้นที่ลูกในชั้นวางอาหาร หรือตู้เย็นให้เป็นของเขาไปเลย เช่น ตู้เย็นชั้นล่าง คุณก็วางน้ำดื่มหรืออาหารที่มีประโยชน์เอาไว้ให้ เมื่อไรก็ตามที่เขาต้องการทานของว่าง ก็เปิดตู้เย็นให้เขาเลือกทานเอง ซึ่งวิธีนี้จะฝึกให้เขารู้จักเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ยามที่หิว

12. ใช้หลักนั่งนิ่งๆ

เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เด็กวัยนี้นั่งไม่นิ่ง เวลาทานอาหารกับครอบครัวเพราะว่าขาไม่ถึงพื้น ขาเขาห้อยต่องแต่งอยู่ ธรรมชาติของเขาจึงทำให้เขาอยากจะเลื้อยตัวเองออกมายืนหรือเคลื่อนไหวไปมา เด็กๆ จะนั่งได้นานขึ้นถ้าเขาได้นั่งเก้าอี้เด็กที่เขาขาถึงพื้น ลองให้เขานั่งทานโดยใช้เก้าอี้เด็กที่ขาถึงพื้นดู เขาน่าจะนั่งได้นานขึ้น

13. เปลี่ยนแปลงบ้าง

เด็กวัยนี้ไม่รู้ความแตกต่างๆ ระหว่างมื้อเช้า กลางวันหรือเย็น ดังนั้นถ้าลูกช่างเลือกอยากจะทานพิซซ่าเป็นอาหารเช้า และทานผลไม้ตอนเย็น ก็ควรที่จะปล่อยเขา เพราะยังดีกว่าไม่ทานอะไรเลย บางทีลองให้เขาคิดเมนูดู บางทีครอบครัวคุณอาจจะสนุกไปกับมันก็ได้

14. ให้เขาทำอาหารเอง

เด็กๆ มักจะทานอาหารที่ตนเองทำเอง ดังนั้นลองให้เขาได้ตกแต่งเอง หรือปรุงเองบ้าง หรือช่วยแกะผัก บีบซอส หรือทำอาหารเป็นรูปต่างๆ

15. ทุกแคลอรี่มีความหมาย

พยายามให้เขาทานอาหารที่มีแคลอรี่สูงในคำเล็กๆ เพราะด้วยนิสัยการทานแบบกระต่ายน้อย ดังนั้นอาหารที่แนะนำที่อุดมไปด้วยโภชนาการในคำเล็กๆ เช่น

  • อโวคาโด
  • พาสต้า
  • บล๊อคโคลี่
  • เนยถั่ว
  • ข้าวกล้องและธัญพืชต่างๆ
  • มันฝรั่ง
  • ชีส
  • ขนมปังแบบต่างๆ
  • ไข่
  • ฟักทอง
  • ปลา
  • มันหวาน
  • ถั่วแดง
  • เต้าหู้
  • กรีกโยเกิร์ต

16. ความไม่สม่ำเสมอคือความสม่ำเสมอ

เด็กเล็กๆ วัยนี้จะอยากทานอะไร หรือทานเท่าไร แตกต่างไปในแต่ละวัน ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจที่วันหนึ่งลูกจะยอมกินบล๊อคโคลี่ แต่อีกวันไม่ยอมแตะ  บางวันอยากทานเอง แต่อีกวันจะให้ป้อน สิ่งที่พ่อแม่ในการทดลองนี้พูดเป็นเสียงเดียวกันก็คือ ความไม่สม่ำเสมอคือความสม่ำเสมอ เพราะธรรมชาติของเด็ก ดังนั้นพ่อแม่ไม่ควรเก็บมาน้อยใจ หรือโกรธ

17. ไม่ต้องเครียด

บางทีระหว่างวันเกิดช่วง 2-3 ขวบ เด็กๆคาดหวังให้คุณทำบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งเขามีความคาดหวังอยู่แล้วในใจ เช่น ถ้าคุณเคยวางเจลลี่ไว้บนเนยถั่ว แต่วันนี้กลับไม่มีเจลลี่ หรือวางผิดที่ เด็กก็อาจจะประท้วงไม่ยอมทานเลยก็ได้ และบางทีก็ยากที่เด็ก 2 ขวบจะยอมจำนนด้วยเหตุผล ดังนั้นคุณควรจะพยายามทำตามที่เขาขอ เพราะเด็กวัยนี้เขาจะมีอะไรที่เขาคาดหวังเอาไว้ในใจ หรือต้องการให้มันเป๊ะๆ  การเป็นเด็กช่างเลือกกิน เป็นเพียงช่วงวัยหนึ่งซึ่งจะหายไปเอง หรือจะค่อยๆ ละลายพฤติกรรมไปเอง

ไปลองทำดูนะคะ ถ้าได้ผลยังไงแล้วแชร์กันได้เลยค่ะ