รณรงค์ไม่ดูทีวี ไม่ไปห้าง ไม่เรียนพิเศษ
ภาค ๔
ตอน พ่อแม่มีผลกระทบต่อพัฒนาการลูกอย่างไร

วันนี้ดิฉันอยากจะตอกย้ำว่าเราควรใช้เวลากับลูกน้อยให้มากแค่ไหน และไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไป เพราะแต่ละช่วงวัยนั้นมีพัฒนาการต่างๆ สำคัญแค่ไหน แต่วันนี้ไม่ขอพูดเรื่องภาษา หรือเรื่องการเล่น แต่พูดเรื่องสิ่งที่สำคัญกว่า เพราะเป็นพื้นฐานของชีวิตเลย นั้นก็คือเรื่องนิสัยและบุคลิกภาพ มาลองเช็คดูว่าคุณพลาดอะไรไปรึเปล่า การที่คุณมัวแต่ยุ่งกับงาน และสิ่งต่างๆ ในช่วงนั้น ทำให้เกิดผลกระทบอะไรกับลูกบ้าง ด้วยทฤษฎีของ Erik Erikson (1902 - 1944) นักจิตวิทยาวิเคราะห์ สัญชาติเยอรมัน-อเมริกัน ที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดอย่างมากจาก Sigmund Freud ในทฤษฎีตัวนี้

Erik ได้เขียนทฤษฎีพัฒนาการขึ้นมา โดยคำนึงถึงปัจจัยภายนอกต่างๆ เช่น สื่อรอบตัว พ่อแม่ คนรอบข้างและสังคม ซึ่งล้วนแต่มีผลกระทบกับพัฒนาการด้านนิสัยและบุคลิกภาพของเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนโต

Erik กล่าวว่า ทุกๆ คนจะต้องผ่านช่วงต่างๆ ของวงจรนี้ ซึ่งก็คือ

1. วัยทารก ตั้งแต่เกิด - 18 เดือน

                       Basic Trust vs. Mistrust = Hope (ไว้ใจหรือไม่ไว้ใจ คือวัยแห่งความหวัง)

     มันเป็นเวลาหนึ่งถึงสองปีแรก ที่การประคบประหงบลูกน้อยของคุณนั้นสำคัญมาก เพราะถ้าคุณทำได้ดี คุณทำให้เขาเห็นว่าคุณรักเขาและให้สัมผัสที่อบอุ่น เด็กจะกลายเป็นคนที่มองโลกในแง่ดี (optimistic) ไว้ใจคุณ และคนรอบข้าง (trust) มีความมั่นใจ (confident) และมีใจที่เข้มแข็ง (security)  แต่ถ้าคุณมัวแต่ยุ่ง และถูกเพิกเฉย เขาก็จะไม่เกิดความไว้ใจ ซึ่งพื้นฐานนี้จะพัฒนากลายเป็นความรู้สึกไร้ค้า รู้สึกไม่ปลอดภัยหรือมีใจที่ไม่เข้มแข็ง และกลายเป็นไม่ไว้ใจโลกภายนอกไปเลย

2. วัยเตาะแตะ (วัยแห่งความต้องการและความปรารถนา) 18 เดือน - 3 ขวบ

Autonomy vs. Shame = Will (อิสระมั่นใจหรืออับอาย ไม่กล้า คือวัยแห่งความต้องการ)

ช่วงที่ 2 เป็นช่วงที่เด็กจะมีโอกาสสร้างความมั่นใจและเคารพตนเอง เป็นวัยที่เด็กได้เริ่มเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และแยกแยะระหว่างสิ่งที่ผิดและถูก ถ้าพ่อแม่เลี้ยงดูลูกดี เลี้ยงลูกเป็น เด็กก็จะรู้จักเคารพตนเอง เชื่อมั่นในตนเอง มองตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ มากกว่าอาย ไม่มั่นใจ ฝรั่งมักเรียกช่วงเวลานี้ว่า 'Terrible Two' เพราะเป็นวัยที่เด็กมักจะท้าทาย มีอารมณ์ร้าย ร้องไห้กระทืบเท้า ไม่ฟังเหตุผล (Tantrums) เด็กในวัยนี้มีแนวโน้มที่จะประสบสิ่งต่างๆ หรือเวลาเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ที่ทำให้เขารู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง อ่อนไหวง่าย (Vulnerable) รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งพอ ไม่มีความสามารถ ดังนั้นเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ที่จะต้องตอบสนองอย่างถูกต้อง เพื่อที่เขาจะได้กลายเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเอง

3. วัยอนุบาล (3-5 ขวบ) วัยแห่งความประสงค์

Initiative vs. Guilt = Purpose  ริเริ่มสร้างสรรค์ หรือ รู้สึกผิดไม่กล้า คือวัยที่มีความประสงค์ต่างๆ

ช่วงวัยนี้เด็กจะอยากเลียนแบบผู้ใหญ่ และมีไอเดียริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ผ่านการเล่นเป็นสถาณการณ์ต่างๆ เด็กบางคนสร้างเรื่องขึ้นมาเล่นกับตุ๊กตา คุยกันเหมือนพ่อแม่กำลังคุยโทรศัพท์ เด็กๆ จะลองเล่นสิ่งต่างๆ ให้เหมือนสิ่งที่เขาคิดว่าผู้ใหญ่เขาทำกัน เด็กวัยนี้จะเรียนรู้และสำรวจโลกที่มหัศจรรย์ใบนี้ ด้วยคำถามว่า "ทำไม" เพราะจะถามตลอด ไม่ยอมหยุด ว่าทำไมอันนั้นมันอย่างนี้ ทำไมอันนี้มันอย่างนั้น ถ้าเด็กวัยนี้มีอะไรมากระทบทำให้เขารู้สึกหงุดหงิด ไม่สบายใจ จนทำให้เขาไม่มีความอยากรู้อยากเห็นโลกรอบตัว เขาก็จะกลายเป็นคนที่รู้สึกผิดในตัวเอง ไม่กล้า

และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เขาเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์และรู้จักริเริ่มอะไรใหม่ๆ ก็คือ ครอบครัว

4. วัย 6-12 ขวบ

Industry vs. Inferiority = Competence (มานะอุตสาหะ หรือ ด้อยค่าอ่อนแอ คือวัยแห่งความสามารถ)

ช่วงวัยนี้เด็กมีความสามารถในการเรียนรู้ สร้างสรรค์และประสบความสำเร็จในความรู้และทักษะใหม่ๆ ที่เรียนมาอย่างมากมาย ซึ่งจะเป็นการก่อเกิดความมานะอุตสาหะ นอกจากนั้น ยังเป็นช่วงเวลาที่เด็กพัฒนาการเข้าสังคมกับคนอื่นๆ ซึ่งถ้าเด็กได้ประสบกับเหตุการณ์ใดแล้วไม่สามารถแก้ไขปัญหาหรืออารมณ์ของเขาได้ เขาก็จะรู้สึกอ่อนแอ ด้อยค่า ในกลุ่มเพื่อน ซึ่งเป็นปัญหาที่ร้ายแรงที่กระทบต่อความสามารถและความเชื่อมั่นในตนเอง

ตอนนี้โลกของพวกเขา กว้างใหญ่ขึ้นมาอีกนิดแล้ว โรงเรียนและเพื่อนๆ เป็นคนที่สำคัญที่สุดสำหรับเขา เพราะพ่อแม่ไม่ได้มีอำนาจหรือเขาต้องเชื่อฟังมากเหมือนแต่ก่อน แต่ยังไงก็ยังสำคัญนะ แต่ไม่มากเท่าเดิม

5. วัยรุ่น 12-18 ปี

Identity vs. Role confusion = Fidelity มีตัวตนที่ชัดเจน หรือ สับสนในตัวตน คือวัยแห่งความท้าทาย

มาถึงช่วงวัยที่ 5 สิ่งที่เขาเคยประสบมากับสิ่งที่เขาเลือกจะทำในช่วงวัยนี้ จะเป็นตัวกำหนดพัฒนาการของเขาเอง วัยรุ่นทุกคนจะต้องดิ้นรนหาตัวตนของตนเองให้พบ ในขณะที่พวกเขาก็จะต้องต่อสู้ ประนีประนอมในเรื่องต่างๆ เพื่อให้อยู่ในสังคมรอบข้างได้ และต้องเรียนรู้แยกแยะระหว่างความผิดถูกให้ออก

เด็กบางคนพยายามเลี่ยงให้เข้าถึงวัยนี้ให้ช้าที่สุด หรือบางคนก็ถอนตัวจากการค้นหานั้นไปเลย เด็กคนไหนที่ล้มเหลวในพัฒนาการของช่วงวัยนี้ ก็จะทำให้เขาสับสนในบทบาทของตนเอง กลายเป็นเด็กมีปัญหา เด็กวัยนี้จะเริ่มพัฒนาความเป็นตัวเองที่เชื่อมโยงกับอุดมการณ์ เหตุผลต่างๆ และเพื่อน

จริงๆ แล้วพัฒนาการนี้มีจนถึงวัยผู้ใหญ่ จนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต แต่เนื่องด้วยเพจนี้เกี่ยวกับเด็กๆ ดิฉันจึงขอยกทฤษฏีมาเพียงเท่านี้ หากท่านใดสนใจ สามารถติดตามต่อได้ที่เวบไซต์ด้านล่างนี้ และฺBlog นี้ ขอให้เครดิตกับเวบไซต์นี้ด้วยค่ะ เพราะดิฉันไปอ่านและแปลมา

มาถึงตอนนี้ พ่อๆ แม่ๆ อาจจะเริ่มถามตัวเองแล้วว่า เราทำดีแล้วรึยัง ให้ความสุข ใส่ใจ     ให้ความอบอุ่นกับลูกพอมั้ย คุณละเลยอะไร หรือปล่อยอะไรไว้ โดยที่คุณไม่ได้จัดการ หรือช่วยลูกแก้ปัญหารึเปล่า เพราะคุณอาจจะเห็นว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย เดี๋ยวก็ลืม แต่บางเหตุการณ์ บางประสบการณ์ การตอบสนองของเรา ไม่ว่าจะทางบวก หรือ ลบ หรือ เพิกเฉย ก็คือการปูพัฒนาการของลูกคุณเอง ซึ่งจมีผลไปจนชั่วชีวิตของเขา

คุณจะเห็นว่าหน้าต่างที่พวกเขามีให้เรา ที่เขาจะฟัง จะจดจำอะไรต่างๆ จากเราไปใช้นั้น มีเพียงแค่ 6 ปีแรกเท่านั้น เรายังจะอยากหอบหิ้วเขา พาเขาเข้าสถาบันนั้นนี้ แบบไม่ได้พัก ไม่ได้ใช้เวลา Quality Time กับคุณรึเปล่า ก็อย่างที่ดิฉันบอกตั้งแต่บทความแรก อย่ารีบผลักไสลูกให้ไปเรียนรู้จากคนอื่น จากข้างนอก เพราะช่วงเวลานั้นต้องมาถึงอยู่แล้ว แต่พวกเขาได้เรียนรู้อะไรจากคุณมากพอรึยัง หรือเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับพี่เลี้ยง และติวเตอร์ แล้วทักษะที่จำเป็นสำหรับชีวิตละ คุณได้สอนพวกเขามั้ย

ดังนั้น Playgroup ตามหมู่บ้าน ที่เมืองนอกนั้นมีกันนั้น เป็นสิ่งที่เหมาะที่สุด เพราะตามโบสถ์ต่างๆ เขามีสถานที่ มีกิจกรรม ที่ให้ความรู้ทั้งพ่อแม่และเด็ก เสริมพัฒนาการแบบง่ายๆ เพราะเด็กๆ ได้มาเล่นกัน มาเรียนรู้กิจกรรมใหม่ๆ มาทำความรู้จักลูกผ่านการเล่น และเราก็ได้มีโอกาสสอนเขาในยามที่เขาต้องแก้ปัญหาต่างๆ ผ่านการเล่น และเข้าสังคม เป็นกลุ่มเพื่อนที่อาศัยแถวบ้านเขา เป็นเพื่อนใกล้บ้านที่เขาจะเจออยู่บ่อยๆ เป็นคนข้างบ้านที่เขาช่วยเป็นหูเป็นตาให้คุณได้ มันเป็นโอกาสทองที่คุณจะได้หลอมพิมพ์ของคุณใส่ในตัวเขาในบริบทที่เป็นกันเอง และเหมาะกับทั้งเขาและคุณ ไม่มีเงินค่าคอร์สแสนแพง ไม่มีการเดินทางอันฉุกระหุก มาเป็นแรงกดดัน ทำให้ลูกคุณเครียด แล้วทำไมเมืองไทยจะมีบ้างไม่ได้

นี้เป็นส่วนหนึ่งของที่มา ที่ดิฉันต้องการ 1 แสน Likes บน Facebook Page เพื่อนำโครงการนี้ไปเสนอกับ Unicef เพราะเขามีโครงการที่สนใจในสิ่งเดียวกัน คือรณรงค์ให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญเด็ก 0-6 ปี โครงการชื่อว่า Best Start แต่เขาจะยังไม่สนใจดิฉัน จนกว่าดิฉันจะไปแสดงให้เขาดูว่ามีจำนวนคนมากมายแค่ไหน ที่อยากให้สิ่งนี้เกิดขึ้น แล้วเราก็พร้อมที่ทำให้สังคมเราดีขึ้น

                                     เข้าไปลิงค์ด้านล่างนี้ เพื่อ Comment Like Share ได้ค่ะ

ตามอ่านภาคอื่นๆ ได้ลิงค์สีเขียวด้านบนนี้เลยค่ะ